ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย : Royal College of Surgeons of Thailand.



เข้าสู่ระบบ  Password  
ลืมรหัสผ่าน          

 




 
Herman Boerhaave : ครูแห่งยุโรป

Herman Boerhaave : ครูแห่งยุโรป

รศ. นพ.ไชยยุทธ ธนไพศาล
 
 
                   เมื่อได้ยิน คำว่า Boerhaave สิ่งที่ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่นึกถึงคือ Boerhaave’s syndrome ซึ่งหมายถึง ภาวะที่มีการฉีกขาด ทะลุ ของหลอดอาหารส่วนล่าง และมักจะมีปัญหาในการสะกดคำว่า Borehaave เสมอ เพราะเป็นชื่อที่ไม่ใช้บ่อย เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อย ไม่ทราบว่าชื่อนี้เป็นชื่อของบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นพหูสูตในหลายด้าน ทั้งด้านการแพทย์ พฤกษศาสตร์ เคมี ศาสนศาสตร์ เป็นศาสตราจารย์ถึง 3 สาขาวิชา เป็นผู้ริเริ่มใช้การสอนแบบ Bedside teaching เป็นครูซึ่งมีศิษย์มากมาย และอุทิศตนให้กับการสอน จนถูกขนานนามว่า “ครูแห่งยุโรป” 
   Herman Borehaave เป็นชาวเนเธอร์แลนด์  เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1668 ที่หมู่บ้าน Voorhout ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Leyden ประมาณ 2 ไมล์  (เมือง Leyden อยู่ห่างจากกรุง Amsterdam ซึ่งเป็นเมืองหลวงประมาณ 30 ไมล์) บิดาของเขาเป็นนักบวช   Boerhaave มีพี่น้อง 7 คน มารดาเสียชีวิตตั้งแต่เขามีอายุเพียง 5 ขวบ ต่อมาบิดาได้แต่งงานใหม่ บุตรจึงอยู่ในการดูแลของมารดา เลี้ยง ซึ่งก็ได้เลี้ยงดูทุกคนด้วยความรักและเมตตา
 
            Boerhaave ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนในเมือง Leyden โดยบิดาเน้นให้ศึกษาด้าน คณิตศาสตร์ และภาษา  เมื่อเขามีอายุ 11 ปี เขามีความรู้ภาษาอังกฤษ ฮิบรู เยอรมัน และอาราบิคเป็นอย่างดี ในช่วงปิดภาคเรียนบิดาได้ส่ง Boerhaave ให้ไปทำงานในไร่นา ร่วมกับชาวบ้านทั่วไป เพื่อให้เขาเรียนรู้ชีวิตให้มากขึ้น
 
            เมื่ออายุ 12 ปี Boerhaave มีแผลเรื้อรังที่ต้นขาขวา เป็นแผลที่รักษายากและมีอาการ ปวดมาก จนต้องหยุดการศึกษาไว้ก่อน บิดาได้พาเขาไปรักษากับแพทย์หลายท่าน แต่แผลก็ยังไม่ดีขึ้น Boerhaave พยายามรักษาแผลของตนเองด้วยวิธีต่างๆ   ในที่สุดเขาใช้น้ปัสสาวะ ผสมกับเกลือทำแผล ทำให้แผลดีขึ้นและหายในที่สุด แผลเรื้อรังนี้ใช้เวลารักษาอยู่เกือบ 5 ปี เชื่อว่าความเจ็บปวดทรมานจากแผล ทำให้เขาเห็นใจและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น อีกทั้งการทดลองรักษาแผลกับตนเอง ทำให้เขารู้จักการทดลองและการสังเกต ซึ่งมีผลอย่างสำคัญต่อชีวิตการทำงานในภายหลัง
 
            เมื่ออายุ 14 ปี ในขณะที่แผลยังไม่หายดี Boerhaave เข้าโรงเรียนที่เมือง Leyden อีกครั้งหนึ่งโดยถูกจัดให้เรียนในระดับ 4     Boerhaave สอบได้เป็นที่ 1 ของชั้น และภายใน 6 เดือน ก็ถูกเลื่อนให้ไปเรียนในระดับ 5   อีก 6 เดือนถัดมาเขาได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงความฉลาดและใฝ่รู้ และได้เลื่อนชั้นเรียน เป็นระดับ 6   และอีก 6 เดือนถัดมา เขาก็ได้มีสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
 
 
            เนื่องจากบิดาของเขาได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1682 ทำให้ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน  Boerhaave ต้องหาผู้อุปถัมภ์ด้านการเงินรวมทั้งทุนการศึกษา โดยสัญญาว่า จะตั้งใจศึกษาอย่างสุดกำลัง  ในช่วงก่อนจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย Boerhaave ยังต้องพักเพื่อรักษาแผลที่ขา อีกประมาณ 6 เดือน
 
            ปี ค.ศ. 1684 Boerhaave ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย Leyden ในด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ และศาสนศาสตร์ ในระหว่างศึกษาในมหาวิทยาลัยเขามีผลการศึกษาโดดเด่นและได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย   ในช่วงนี้การศึกษาของเขา จะมุ่งเน้นด้านจิตวิญญาณและปรัชญา ในปี ค.ศ. 1690 Boerhaave ได้รับปริญญาเอกในด้านปรัชญา เขายังมุ่งมั่นศึกษาต่อและได้รับปริญญาเอกในด้าน ศาสนศาสตร์ อีกสาขาหนึ่ง
 
            หลังจากสำเร็จการศึกษา Boerhaave ทำงานด้านการสอนศาสนา และหารายได้เสริมโดยการสอนวิชาคณิตศาสตร์ และทำงานในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ในช่วงนี้เขาได้อ่านตำราทางการแพทย์จำนวนมากจึงมีความสนใจงานด้านนี้ โดยที่เขาเป็นนักศาสนศาสตร์ อยู่แล้ว จึงมีความคิดว่า ถ้ามีความรู้ด้านการแพทย์ ก็จะสามารถรักษาได้ “ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ” Boerhaave อ่านตำราทางการแพทย์ต่างๆ ตั้งแต่การแพทย์ในอดีตสมัย Hippocrates จนถึงการแพทย์ยุคต่อๆ มา เขามีความรู้เพิ่มพูน โดยที่แทบไม่เคยเข้ารับการศึกษา ในระบบเลย ยกเว้นเคยไปเข้าดูการชำแหละศพเพื่อศึกษาวิชา กายวิภาคศาสตร์ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ นอกจากนี้เขายังศึกษาวิชา เคมีและพฤกษศาสตร์อย่างลึกซึ้ง  เมื่อเขาศึกษาพฤกษศาสตร์ เขาจะสังเกตต้นไม้ใบหญ้ารอบตัว จนรู้จักทุกต้น แล้วไปศึกษาในทุ่งนาและป่า เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เป็นจริงนอกตำรา
 
            Boerhaave สมัครเข้าเรียนและได้รับปริญญาทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัย Harderwijk ในปี ค.ศ. 1693 โดยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการตรวจร่างกายเพื่อการวินิจฉัยโรค
 
                ครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางโดยเรือจากเมือง Harderwijk กลับไปยังเมือง Leyden เขาได้โต้แย้งกับผู้ร่วมทางในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ฝ่ายตรงข้ามเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง เมื่อเดินทางกลับถึงเมือง Leyden จึงมีการปล่อยข่าวลือว่า Boerhaave เป็นพวกไม่เชื่อในศาสนา ข่าวลือนี้แพร่ไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ Boerhaave เสียใจและหมดหวังต่อการทำงานด้านศาสนาและจิตวิญญาณอีกต่อไป หลังจากเหตุการณ์นี้    Boerhaave ได้เปลี่ยนมาทำงานด้านการแพทย์อย่างเต็มตัว
 
            ในปี ค.ศ. 1693 เขาเริ่มปฎิบัติงานเป็นแพทย์เวชปฎิบัติทั่วไป ในเมือง Leyden และใช้เวลาว่างในการสอนคณิตศาสตร์และวิชาการแพทย์ ในปี ค.ศ. 1701 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนทฤษฎีทางการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยLeyden    เนื่องจาก Boerhaave เป็นผู้มีความรู้ในวิชาหลายแขนง สามารถผสมผสานวิชาเคมีและคณิตศาสตร์เข้ากับการแพทย์ได้อย่างน่าสนใจ การบรรยายของเขาจึงเป็นชื่นชมและกล่าวขานในหมู่นักศึกษาเป็นอย่างมาก
 
            ในปี ค.ศ. 1703 Boerhaave ได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์แห่งเมือง Groningen แต่เขาปฏิเสธตำแหน่ง เนื่องจากไม่ต้องการย้ายไปทำงานที่เมืองอื่น ในช่วงนี้นอกจากบรรยายด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เขายังเปิดการสอนที่บ้านในวิชา พฤกษศาสตร์ เคมี รวมทั้งการแพทย์อีกด้วย มีนักศึกษาจำนวนมากเดินทางมาศึกษากับเขาที่บ้าน
 
            ห้องบรรยายของ Boerhaave มักจะเนืองแน่น ไปด้วยนักศึกษาซึ่งเดินทางมาจากประเทศต่างๆ  นักศึกษาส่วนหนึ่งต้องยืน มีบางคนถึงกับจ้างคนอื่นให้เข้ามาจองที่นั่งไว้ล่วงหน้าก่อน ในช่วงนี้มีนักศึกษาสมัครเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ถึง 1,919 คน     มาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ690 คน   ใช้ภาษาเยอรมัน600 คน   ที่เหลือมาจาก อเมริกาและเอเชีย  จึงทำให้มีผู้ขนานนามเขาว่า  “ครูแห่งยุโรป” (Teacher of Europe)    มหาวิทยาลัยต้องสร้างห้องเรียนใหม่ ซึ่งจุนักศึกษาได้มากขึ้น
 
                ในปี ค.ศ. 1709 Boerhaave ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางการแพทย์ และพฤกษศาสตร์ นอกจากจะต้องบรรยายด้านการแพทย์แล้ว เขายังต้องดูแลสวน พฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาได้ปรับปรุงและเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษา
 
            ปี ค.ศ. 1710 Boerhaave สมรสกับ Maria Drolenvaux บุตรสาวของคหบดี แห่งเมือง Leyden มีบุตรด้วยกัน 4 คน แต่ 3 คนเสียชีวิตในวัยเด็ก
 
            ปี ค.ศ. 1714 Boerhaave ได้รับการแต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์ในด้านแพทย์เวชปฏิบัติ เขาเริ่มใช้วิธีการสอนแบบใหม่ซึ่งเป็นต้นแบบของ Bedside teaching ในปัจจุบันคือ ให้นักศึกษายืนรอบเตียงคนไข้ สังเกตอาการและอาการแสดงต่างๆ   ผู้สอนจะถามคำถามที่สำคัญเพื่อให้นักศึกษาตอบ นอกจากนี้ Boerhaave ยังให้นักศึกษาตามไปทำการผ่าพิสูจน์ศพหลังจากคนไข้เสียชีวิต (Autopsy) เพื่อให้เห็นความผิดปกติของอวัยวะที่เป็นโรคและความสัมพันธ์กับอาการต่างๆ ดังนั้น จึงมีแพทย์บางท่านเรียก Boerhaave ว่า “Master of bedside teaching”
 
            ปี ค.ศ. 1718 เขาได้รับตำแหน่ง ศาสตราจารย์ทางเคมี  ซึ่งในด้านนี้ นอกจากจะเป็นผู้บรรยายให้กับนักศึกษาแล้ว งานที่สำคัญชิ้นหนึ่งของ Boerhaave คือ การพัฒนาวิธีการวัดอุณหภูมิซึ่งค้นพบโดย Fahrenheit ให้ได้ผลแม่นยำขึ้น และนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรค
 
            ในช่วงนี้ Boerhaave ต้องทำงานอย่างหนัก ต้องบรรยาย 4-5 ชั่วโมงทุกวันนอกจากนี้ เขายังมีตำแหน่งบริหารอีกหลายตำแหน่ง ปี ค.ศ. 1722 เขาล้มป่วยด้วยโรคปวดข้อ โรคมีความรุนแรงมาก จนเขาต้องนอนอยู่บนเตียงถึง 5 เดือน เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะทำให้เจ็บปวดมาก Boerhaave สั่งยารักษาตนเอง จนกระทั่งในเดือนที่ 6 อาการก็ดีขึ้นจนกลับมาสอนได้อีกครั้ง
 
 
            ชื่อเสียงของ Boerhaave แพร่ไปทั่วทวีปยุโรป คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่ง Vienna, Gottingen และ Edinburgh ได้ปรับวิธีการเรียนการสอนตามวิธีของBoerhaave  เกียรติภูมิของเขาเลื่องลือไปถึงประเทศจีน และงานของเขาถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา เชื่อว่าการที่เขามีความรู้แทบทุกภาษาในทวีปยุโรป ช่วยเสริมให้เขายิ่งมีการสอนที่นักศึกษาชื่นชอบ แม้ในอาณาจักร ปรัสเซีย ก็มีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนตามแบบของเขา
 
              ชื่อเสียงของ Boerhaave เป็นที่รู้จักกว้างขวางเพียงใด จะเห็นได้จากจดหมายจากประเทศจีนฉบับหนึ่งที่เขาได้รับ จ่าหน้าซองแต่เพียงว่า  Mr. Boerhaave, Europe
 
                  นอกจากงานสอนแล้ว Boerhaave ยังเขียนตำราอีกมากมาย และเป็นที่ต้องการของนักศึกษาเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งสมุดจดบันทึกของนักศึกษาที่เข้าฟังการบรรยายของเขา ก็ถูกร้านหนังสือนำไปรวมพิมพ์เป็นเล่ม
 
                  เวลา 23.00 น. ของวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1723    Boerhaave ถูกตามให้ไปดูแล Baron Jan Gerrit van Wassener ซึ่งเป็นแม่ทัพเรือ  ท่านแม่ทัพมีอายุ 51 ปี และมีประวัติว่า 3 วันก่อนได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับเพื่อนสนิท ได้รับประทานอาหารจนอิ่ม ท่านแม่ทัพรู้สึกแน่นท้องมากและพยายามทำให้ตนเองอาเจียน โดยการดื่มน้ำมันมะกอกและเบียร์ ในขณะที่อาเจียนอยู่นั้น เขารู้สึกเจ็บปวดบริเวณทรวงอกอย่างรุนแรง จนต้องร้องตะโกน และบอกคนในบ้านว่า รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแตกอยู่ในอก และรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาย เมื่อ Boerhaave เดินทางถึงบ้านท่านแม่ทัพ มีแพทย์หลายท่านกำลังให้การรักษาอย่างใกล้ชิดแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ในที่สุดท่านแม่ทัพได้เสียชีวิตในวันต่อมา  Boerhaave ดำเนินการผ่าพิสูจน์ศพ พบว่ามีอาหาร ลม และน้ำ อยู่ในช่องอกทั้ง 2 ข้างของผู้ตาย มีรอยฉีกขาดของหลอดอาหารส่วนปลายขนาดปลายนิ้วใส่เข้าไปได้ ส่วนในช่องท้องมีลมจำนวนมากและมีลมอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง
 
 
             Boerhaave ได้รายงานผู้ป่วยรายนี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ประวัติ การตรวจร่างกาย การวินิจฉัย ผลการผ่าพิสูจน์ศพ เขาสรุปว่า หลอดอาหารของผู้ตายไม่มีโรคใดๆ มาก่อน การฉีกขาดครั้งนี้น่าจะเกิดจากการอาเจียน หลังจากนั้นโรคที่พบได้น้อยมากนี้ จึงถูกเรียกว่าเป็น “Boerhaave syndrome  ในยุคนั้น ผู้ป่วยทุกรายจะเสียชีวิต จนกระทั่งประมาณ 220 ปี หลังจากนั้น จึงมีผู้รอดชีวิตจากโรคนี้ โดยการผ่าตัดผ่านทางช่องอกในปี ค.ศ. 1940
 
                  ปี ค.ศ. 1725 โรคปวดข้ออย่างรุนแรงได้กำเริบขึ้นอีก จนกระทั่ง Boerhaave ไม่สามารถบรรยาย วิชาเคมี และพฤกษศาสตร์ได้ แต่ยังคงสอนข้างเตียงให้กับนักศึกษาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต  Boerhaave ถึงแก่กรรมในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1738 ด้วยโรคหัวใจ ศพของเขาถูกฝังไว้ที่โบสถ์ St.Peter มีนักวิชาการทั้งทวีปยุโรปมาร่วมในพิธีศพ  เมือง Leyden ได้จัดสร้างอนุสรณ์ สถานให้แก่ Boerhaave และสลักคำขวัญประจำตัวของเขา คือ Simplex sigillum  veri – Simplicity is the sign of truth ไว้บนป้าย  นอกจากนั้นยังมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ Boerhaave  เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในเวลาต่อมา  
 
 
                    ในปี ค.ศ. 1955รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยังได้นำภาพวาดของ Boerhaave จัดทำเป็นตราไปรษณีย์ยากรและธนบัตร เพื่อระลึกถึงคุณูปการของบุคคลสำคัญท่านนี้
 
เอกสารอ้างอิง
1. Johnson S. Herman Boerhaave. In : Johnson S , editor. The works of Samuel     Johnson. New York : Prafraets company 1903 ; 14: 154-84.                                                        
2. Hull G. The influence of Hermann Boerhaave. J R Soc 1997,90(9):512-4.
3. Antonello A, Bonfante L, Favaro S, Gambaro G, D’Angelo A, Mennella G,Calo L. Hermann Boerhaave and lithotomy : What he thought about it ?. Am J Nephrol 2002, 22 : 290-4.
4. Kidd M, Modlin M. The luminati    of Leiden : From Bontius to Boerhaave. World J Surg 1999, 23 : 1307-14.
5. Hermann Boerhaave. Scientific identity. 2008 ( 1 screen ). Available at : http://www.sil.si.edu/digitalcollections/hst/scientific-identity. Accessed February,2008
6. 1955 - Boerhaave. Eurofinancier. 2008 ( 1 screen ). Available at :  www.eurofinancier.nl/guldennaoorlog. Accessed February,2008
7. Boerhaave 1. Art and science libraries, University at Buffalo. 2005 ( 1 screen ).
Accessed February,2008
 
 




Deals Computer Notebook Digital Camera Deals LCD HDTV Plasma TVs Samsung Panasonic Sony Philips Deals SLR DSLR Nikon Canon Sony Lens Deals Health Beauty Women Spa Fitness Discount Toys and Games
Home | About us | Committee | Member | Newsletter | Webboard | Annual Meeting | Contact us

Copyright 2008 www.surgeons.or.th. All rights reserved